วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความน่าสนใจของ 3G

จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว


“Always On”
คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย


อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G
สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC


ยุค


1. ยุคแรก (First Generation: 1G)

นับว่าเป็นยุคบุกเบิกของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ว่าได้ โดยเครือข่ายจะใช้การรับส่งสัญญาณเป็นแบบอนาล็อก (Analog) เริ่มมีการใช้งานเมื่อปีพ.ศ. 2523 - 2533 โทรศัพท์ในยุคนี้จะมีขนาดใหญ่จนเกือบเท่ากับกระเป๋าเอกสาร ทำให้ไม่สะดวกที่จะ พกพาไปไหน อีกทั้งราคาก็ยังสูงมากด้วย และการใช้งานนั้นสามารถใช้ได้เพียงการโทรออก-รับสายเท่านั้น



2. ยุคที่สอง (Second Generation: 2G)

ในยุคที่สองของการพัฒนาโทรศัพท์มือถือ ได้มีการพัฒนาเครือข่ายจากเดิมที่ใช้ระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอล (Digital) ทำให้สามารถส่งข้อความสั้น (Short Message Service: SMS) ได้ไม่เกิน 160 ตัวอักษร ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลของ เทคโนโลยี 2G อยู่ที่ 10 กิโลบิตต่อวินาที หรือเทียบจากการดาวน์โหลดเพลง MP3 ความยาว 3 นาที ก็จะใช้เวลาดาวน์โหลด ทั้งหมด30-40 นาที ในยุคของ 2G จะจำแนกเครือข่ายออกเป็น 2 ระบบคือ


ระบบ GSM (Global System for Mobile Communications) ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้ในทวีปยุโรป และเอเชีย ซึ่งมีความสามารถในการใช้โทรข้ามเครือข่าย (Roaming) ได้

ระบบ CDMA (Code Division Multiple Access) เป็นระบบที่ใช้ในประเทศอเมริกาและเกาหหลีใต้ ซึ่งระบบนี้ไม่สามารถที่จะใช้โทรข้ามเครือข่ายได้ แต่จะมีคุณภาพของสัญญาณเสียงและข้อมูลที่ดีกว่า



3. โทรศัพท์มือถือยุคที่ 2.5 (2.5 Generation: 2.5G)

ยุคของ 2.5G นั้นได้พัฒนาด้านการรับ-ส่งข้อมูลให้มีความเร็วมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า GPRS และ EDGE เข้ามาใช้ ทำให้โทรศัพท์มือถือในยุคนี้สามารถใช้เล่นอินเตอร์เน็ตได้ ทั้งยังใช้ Application ที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตในการใช้งาน อาทิ เช็คอีเมล Web Browsing แผนที่และระบบนำทาง GPS การใช้งาน Streaming แบบ real-time ซึ่งหากเทียบความเร็วของการดาวน์โหลดของเครือข่าย 2.5G จากการดาวน์โหลดไฟล์ MP3 ความยาว 3 นาที จะใช้เวลาดาวน์โหลดประมาณ 6-10 นาที โดยการใช้งาน EDGE/GPRS ต้องทำการ Connect และ Disconnect ทุกครั้ง เนื่องจากระบบจะคิดค่าใช้จ่ายจากระยะเวลาที่เริ่มการติดต่อ จนกระทั่งยกเลิกการติดต่อ



4. ยุคที่สาม (Third Generation: 3G)

ในยุคนี้ได้มีการพัฒนาโครงข่าย (Network) จากเดิมที่เป็น Circuit Switching Network เป็นระบบ Packet Switching Network ซึ่งระบบดังกล่าวจะทำให้สามารถเชื่อต่ออินเตอร์เน็ตด้วยสัญญาณที่ดีขึ้น การรับ-ส่งข้อมูลจึงสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น (2 เมกกะบิตต่อวินาที) จึงสามารถดาวน์โหลดไฟล์ Multimedia ได้อย่างสบายๆ การเชื่อมต่อ Network ของยุค 3G จะเป็นแบบ Always on ซึ่งสามารถเปิดระบบได้ตลอดเวลา (ต่างจาก 2.5G ที่ต้องทำการยกเลิกการติดต่อทุกครั้ง) ระบบจะคิดค่าจ่ายต่อเมื่อมีการรับ-ส่งข้อมูลเกิดขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างความสามารถของมือถือในยุคนี้ เช่น โทรศัพท์มือถือที่สามารถคุยวิดีโอได้ (VDO Phone) ซิมเบอร์เดียวเชื่อมต่อทั้งโลก (Global Roaming สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็ปไซต์ www.globalroaming.mobi) การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง (Hi-speed web) การระบุตำแหน่งและแผนที่นำทาง (Navigations/Maps) การประชุมผ่านวิดีโอ (VDO Conference) การดูโทรทัศน์แบบเลือกรานการได้ (TV on demand) หรือการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น เมื่อเทียบความเร็วในการดาวน์โหลดของโทรศัพท์ในยุคนี้จากการดาวน์โหลดไฟล์ MP3 ความยาว 3 นาที จะใช้เวลาดาวน์โหลดเพียง 10 วินาที ถึง 1 นาทีเท่านั้น

ในปัจจุบันได้มีการแบ่งมาตรฐานของ 3G ออกเป็น 2 ระบบ คือ

ระบบ WCDMA (Wideband Code Multiple Access) ซึ่งพัฒนามาจากระบบ GSM -> GPRS ->EDGE -> WCDMA

ระบบ CDMA2000 1x EV-DV พัฒนามาจากระบบ CDMA One -> CDMA2000 1x ->CDMA2000 1x EV-DO และ CDMA2000 1x EV-DV (Evolution Paths)


Cellular Evolution Paths 2G to 3G

5. โทรศัพท์มือถือยุคที่ 4

ในยุคนี้ยังคงอยู่ในขั้นพัฒนาด้านความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล ซึ่งสามารถทำความเร็วได้ถึงระดับพันล้านบิตต่อวินาที ทำให้รองรับการระบบ Multimedia ในแบบ 3 มิติ (3D) ได้ราบรื่นการกระจายสัญญาณทีวีที่ให้รายละเอียดสูง ในระดับ HDTV (High Definition Television) และระบบความปลอดภัยจากการใช้งานมากขึ้น ทาง I.T.U. (International Telecommunication Union) ตั้งเป้าว่าน่าจะมีการเริ่มใช้บริการได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า (ขณะนี้ในประเทศอังกฤษกำลังทดสอบระบบ 4Gแต่คาดว่าจะใช้ได้ประมาณปี พ.ศ.2555) ส่วนมาตรฐานยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดที่แน่นอน แต่โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นแบบ Packet Switching Network รวมทั้งการใช้ IPV6 (Internet Protocol Version 6) มาแทน IPV/4 ที่กำลังใช้ในปัจจุบัน (IPV4 Address ใกล้หมดแล้ว)


ที่มาhttp://www.gracezone.org/index.php/technology/995-whats-3g

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น